สิ่งทรงสร้างอันงดงามของพระเจ้า

สำหรับพ่อแม่แล้ว การเสียชีวิตของลูกทำให้หัวใจแหลกสลาย แต่การสูญเสียลูกสองคนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจจินตนาการได้! นั่นคือประสบการณ์ของนิค เคฟ ผู้เป็นนักดนตรี นักเขียน และนักแสดงชาวออสเตรเลีย ในปี 2015 ลูกชายวัยสิบห้าปีของเขาตกจากหน้าผาและเสียชีวิต ไม่กี่ปีต่อมาลูกคนโตของเคฟก็เสียชีวิตลงอีก ในท่ามกลางความโศกเศร้าที่ท่วมท้น เคฟและภรรยาจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร แล้วคุณล่ะ

เคฟพยายามหาการปลอบประโลมใจจากโลกรอบตัว “โลกนี้ช่างกล้าหาญที่จะยังคงความงดงามต่อไป…แม้ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์แสนสาหัส นั่นคือโลกที่ผมเห็น” เขากล่าว “มันก็เพียงแต่ดำเนินต่อไปอย่างงดงามตามแบบแผน”

พระเยซูตรัสถึงความงดงามเช่นเดียวกันนี้ และทรงมองเห็นอย่างแท้จริงว่าความงามนั้นคือการทรงสร้างของพระเจ้า พระดำรัสของพระองค์ที่มักอ้างถึงในลูกา 12 “จงพิจารณาดูดอกไม้” (ข้อ 27) นั้นไม่ใช่เป็นการมองข้ามความทุกข์ยากในชีวิตของเรา แต่เป็นการให้เกียรติถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เราเผชิญด้วยการมอบยาถอนพิษให้กับสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น โดยให้เราหยุดและพิจารณาดอกไม้หรือนกในอากาศ (ข้อ 24) หรือพระอาทิตย์ขึ้น พระคริสต์ทรงสอนเราว่า “แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าในทุ่งนาอย่างนั้น...พระองค์จะทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้น” (ข้อ 28)

เมื่อเผชิญกับความโศกเศร้าและการสูญเสีย มุมมองของโลกนี้ไม่อาจช่วยได้พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ระลึกถึงพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ผู้ทรงค้ำจุนสรรพสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งยืนหยัดอย่างกล้าหาญเข้าไว้ด้วยกัน และพระองค์ทรงห่วงใยเราอย่างลึกซึ้ง

อธิษฐานสิ่งที่อยู่ในใจ

เบร็นดาและเอ็ดดี้ขึ้นรถและเริ่มต้นกิจวัตรประจำเย็นวันพฤหัสของพวกเขา “คุณอยากกินอะไร” “โอ้ เอ็ดดี้ ฉันยังไงก็ได้ที่ไหนก็ได้” เอ็ดดี้เคยเจอสถานการณ์นี้มาแล้ว “โอเค ร้านกังหันลมไหม” เบร็นดาขมวดคิ้ว “ไม่ ที่ไหนก็ได้ยกเว้นที่นั่น” เอ็ดดี้ถอนหายใจ “แล้วที่ไหนล่ะ” เบร็นดายืนยัน “ที่ไหนก็ได้จริงๆ”

นี่เป็นเหมือนมุขของละครตลกที่มองย้อนไปแล้วก็ขำ แต่เรารู้ดีว่ามันน่าหงุดหงิดแค่ไหนในเวลานั้น

บางครั้งชีวิตแห่งการอธิษฐานของเราก็เป็นแบบนั้นด้วย คือเราคลุมเครือเกินไป ตรงกันข้ามกับคำอธิษฐานในดาเนียล 9 ที่เผยให้เห็นว่าดาเนียลเอ่ยถึงสิ่งที่ท่านต้องการอย่างกล้าหาญ โดยเริ่มต้นด้วยการสารภาพบาปของประชาชนของท่าน “ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย​ได้​กระทำ​บาป และ​ได้​กระทำ​ความ​ผิด” (ข้อ 5) จากนั้นท่านก็ทูลขอว่า “ฉะนั้น ข้า​แต่​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย ขอ​พระ​องค์​ทรง​สดับ​คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์ และ​คำ​วิงวอน​ของ​เขา” (ข้อ 17) “ข้า​แต่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ขอ​ทรง​ฟัง ข้า​แต่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ขอ​ทรง​ให้​อภัย ข้า​แต่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ขอ​ทรง​ใส่​พระ​ทัย​และ​ทรง​กระทำ” (ข้อ 19) พระเจ้าไม่ได้ทรงติดหนี้อะไรดาเนียล แต่เพราะท่านไว้วางใจใน “พระ​กรุณา​ยิ่งใหญ่​” ของพระเจ้า (ข้อ 18) ท่านจึงกล้าที่จะทูลสิ่งที่อยู่ในใจทุกอย่างต่อพระองค์

การอธิษฐานว่า “อย่า​ให้​เป็น​ตามใจ​ปรารถนา​ของ​ข้า​พระ​องค์ แต่​ให้​เป็นไป​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์” นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ดังเช่นที่พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาในคืนก่อนจะทรงถูกตรึงกางเขน (มธ.26:39) แต่บางครั้งเราก็ควรจะบอกถึงสิ่งที่เราต้องการ พระเจ้าทรงให้คุณค่ากับความกล้าหาญของเราเมื่อเรามาเฝ้าพระองค์ด้วยใจที่สำนึกผิด ดังนั้นจงกล้าหาญอธิษฐานถึงสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ และมอบสิ่งนั้นไว้กับพระเจ้าผู้ทรงพระกรุณายิ่งใหญ่

พระคุณพระเจ้าที่มีเพียงพอ

แมรี่ แฟลนเนอรี โอคอนเนอร์คือชื่อโดยกำเนิด แต่เธอเป็นที่รู้จักดีในชื่อแฟลนเนอรี โอคอนเนอร์ หนึ่งในนักเขียนที่มีชื่อเสียงทางตอนใต้ของอเมริกา เรื่องราวของเธอเต็มไปด้วยการทนทุกข์และพระคุณ เมื่ออายุสิบห้าพ่อที่เธอรักก็เสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง โอคอนเนอร์ที่ใจสลายจึงทุ่มเทให้กับการเขียนนวนิยายเรื่องแรก ต่อมาไม่นานเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ไม่มีทางรักษา ซึ่งคร่าชีวิตเธอไปเมื่ออายุสามสิบเก้าปี งานเขียนของเธอสะท้อนถึงความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ อลิซ แมคเดอร์มอตต์นักเขียนนวนิยายกล่าวว่า “ฉันคิดว่าความเจ็บป่วยทำให้เธอเป็นนักเขียนอย่างที่เธอเป็น”

เราไม่รู้ว่า “หนามใหญ่” ของอัครทูตเปาโลคืออะไร (2 คร.12:7) แม้หลายคนเสนอข้อสรุปจากการคาดคะเน แต่เรารู้จากเปาโลว่า “ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า” (ข้อ 8) เรายังรู้อีกว่าพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต (ข้อ 9) เรื่องนี้ทำให้เปาโลถ่อมใจและเห็นว่าสิ่งนี้ทำให้ท่าน “ไม่ยกตัวเกินไป” (ข้อ 7) หนามใหญ่ของเปาโลก่อตัวขึ้นและทำให้ท่านเป็นอัครทูตอย่างที่ท่านเป็น แต่หนามนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่ามันมาพร้อมกับพระคุณที่เพียงพอและฤทธิ์เดชอันเต็มขนาดของพระเจ้า เพื่ออัครทูตที่ทุกข์ทรมานคนนี้จะประกาศว่า “ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (ข้อ 10)

หนามใหญ่ในชีวิตของเราไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ล้วนช่วยสร้างเราขึ้น มันทำให้เราเป็นเรา แต่หนามนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น ดังที่เปาโล แฟลนเนอรีและคนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนได้เป็นพยานมาในตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติว่า พระคุณของพระเจ้านั้นมีเพียงพอสำหรับเรา

งานที่มีความสำคัญ

มีฉากน่าประทับใจใกล้ตอนจบในนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง เบรนแดน (Brendan) ของเฟรเดอริก บีคเนอร์ ตัวละครกิลดาสยืนขึ้นเพื่อเผยให้เห็นขาข้างหนึ่งที่ขาดตั้งแต่หัวเข่าลงไป ขณะเอื้อมไปหยิบไม้เท้าเขาก็เสียหลัก เบรนแดนกระโดดขึ้นไปรับเขาไว้

“ความพิการของข้าเป็นเหมือนโลกที่มืดมน” กิลดาสกล่าว “ถ้าเป็นเช่นนั้น ใครในพวกเราที่ไม่พิการกัน” เบรนแดนตอบ “การช่วยเหลือกันยามที่เราล้มลง บางทีนั่นอาจเป็นงานเดียวที่มีความสำคัญในท้ายที่สุด”

ใน 2 ซามูเอล 9 เราพบว่ากษัตริย์ดาวิดทรงปรารถนาจะสำแดงความเมตตาต่อทุกคนในพงศ์พันธุ์ของซาอูลที่ยังมีชีวิตอยู่ (ข้อ 1) คนเดียวที่เหลืออยู่คือเมฟีโบเชท “โอรสของโยนาธานเหลืออยู่คนหนึ่ง เท้าของเขาเป็นง่อย” (ข้อ 3) เมฟีโบเชทถูกพามาเฝ้ากษัตริย์ และได้ยินคำตรัสว่า “เราจะมอบที่ดินทั้งหมดของซาอูลราชบิดาของท่านคืนแก่ท่าน และท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป” (ข้อ 7) และเขาได้ทำเช่นนั้นเสมอ

พระคัมภีร์เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำเกี่ยวกับดาวิด ยักษ์ กองทัพ กษัตริย์ และอาณาจักรต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ แต่พระคัมภีร์ยังบันทึกถึงการแสดงความเมตตาอันน่าประทับใจที่มีต่อผู้ที่ขัดสน นั่นคือเรื่องราวของคนที่ยื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น

หลังจากที่ฉากอลังการและตื่นตาตื่นใจทั้งหมดจางหายไป เป็นไปได้ว่าความเมตตาเช่นที่ดาวิดมอบให้เมฟีโบเชท ก็คืองานที่มีความสำคัญที่สุดในตอนจบการหยิบยื่นความช่วยเหลือเป็นงานในแบบที่คุณและผมสามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน

แสวงหาพระเมตตา

แฟนคลับรู้จักเธอในชื่อ ไนท์เบิร์ด (นกยามราตรี) เจน คริสเตน มาร์ซูสกี้เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงที่ชนะการแข่งขันรายการทีวีชื่อดังในปี 2021 ในปี 2017 เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 ในปี 2018 เธอมีอาการดีขึ้น เธอจึงเริ่มเดินสายทัวร์ แต่ไม่กี่เดือนต่อมามะเร็งกลับมาอีก ทำให้เธอมีโอกาสน้อยนิดที่จะรอดชีวิต ต่อมาเธออาการดีขึ้นและประกาศว่าหายจากโรคมะเร็งอย่างอัศจรรย์ แต่เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2022 ไนท์เบิร์ดได้เสียชีวิตลง

ในระหว่างเส้นทางอันยากลำบาก เธอเขียนลงในบล็อกว่า “ฉันย้ำเตือนตัวเองว่าฉันกำลังอธิษฐานต่อพระเจ้าผู้ทรงให้อิสราเอลหลงทางอยู่หลายสิบปี พวกเขาทูลขอให้ไปถึง ...แต่พระองค์ทรงให้พวกเขาเดินร่อนเร่ ทรงตอบคำอธิษฐานที่พวกเขาไม่ได้ขอ...ทุกเช้า พระองค์ประทานขนมปังแห่งพระเมตตาจากสวรรค์...ฉันรอคอยขนมปังแห่งพระเมตตา...ที่คนอิสราเอลเรียกมันว่า มานา ซึ่งแปลว่า ‘นี่คืออะไร’ นี่เป็นคำถามเดียวกับที่ฉันถาม...มีพระเมตตาอยู่ที่นี่สักแห่ง แต่มันคืออะไรล่ะ”

เรื่องราวในพระธรรมอพยพเปิดเผยถึงพระเมตตาของพระเจ้าอย่างมากมาย ประการแรก พระองค์ทรงสัญญาจะประทานพระเมตตาแก่คนอิสราเอล “เจ้าจะได้อาหารกินจนอิ่ม” (อพย.16:12) ประการที่สอง พระเมตตาของพระองค์อาจทำให้เราประหลาดใจ “เขาไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด” (ข้อ 15) พระเมตตาที่มาถึงเรามักดูไม่เหมือนสิ่งที่เราคิดไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คือพระเมตตา สำหรับคนอิสราเอลแล้ว พระเมตตาดูเหมือนมานาในยามเช้า แต่สำหรับไนท์เบิร์ดนั้น เธอบันทึกไว้ว่าคือผ้าห่มซึ่งเป็นของขวัญจากเพื่อน และมือของแม่เธอ

คุณสมบัติของพระเจ้า

คุณคิดถึงอะไรเป็นสิ่งแรกเมื่อได้ยินคำว่า พรอเพอตี้ (property) ที่แปลว่า ทรัพย์สมบัติ /คุณสมบัติความคิดของคุณอาจนึกถึงที่ดินผืนหนึ่ง แต่คุณควรต้องพิจารณาถึง “คุณสมบัติหรือลักษณะของคนแต่ละคนหรือของแต่ละชิ้น” ด้วย เช่น คุณสมบัติของไม้แต่ละชนิดจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับไม้ชนิดนั้นว่า เนื้อไม้เป็นอย่างไร มีแนวโน้มที่จะหดตัวมากไหม ทนน้ำได้หรือไม่ หรือกล่าวอีกอย่างว่า คุณจะใช้ประโยชน์จากไม้นี้ตามคุณสมบัติของมันได้หรือไม่

ผมกับภรรยาไปคริสตจักรที่มีแนวทางแบบธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปคืออธิษฐานร่วมกัน คุกเข่า อ่านพระคัมภีร์ รับศีลมหาสนิท คำอธิษฐานหนึ่งที่เราอธิษฐานทุกวันอาทิตย์จะมีประโยคนี้ “แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับผู้ซึ่งคุณสมบัติของพระองค์คือทรงมีพระเมตตาเสมอ คือมีเมตตาไม่ใช่เพียงครั้งเดียวแต่เสมอไป

พระธรรมเนหะมีย์บทที่ 9 แสดงให้เห็นภาพของคนอิสราเอลที่มารวมตัวกัน อดอาหาร นุ่งห่มผ้ากระสอบ และทาเนื้อตัวด้วยขี้เถ้า (ข้อ 1) พวกเขาสารภาพบาปของตนและบาปของบรรพบุรุษ (ข้อ 2, 16) พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าสำหรับความอดทนของพระองค์ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล “ด้วยพระกรุณาซับซ้อนของพระองค์ พระองค์ก็มิได้ทรงละทิ้งเขาในถิ่นทุรกันดาร” (ข้อ 19) พระเจ้าจะทรงกำจัดพวกเขาหรือทอดทิ้งพวกเขาก็ได้ แต่พระองค์ไม่เคยทำ เพราะอะไร เพราะนั่นไม่ใช่คุณสมบัติ ของพระเจ้า เพราะพระองค์เป็น “พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาและพระกรุณา” (ข้อ 31)

ในคำอธิษฐานสารภาพบาปของเรา ให้เราสรรเสริญทรัพย์สมบัติ(คุณสมบัติ)ที่ไว้วางใจได้ของพระเจ้าด้วย นั่นคือพระเมตตาของพระองค์

สิ่งที่น่ากลัว

“สิ่งที่น่ากลัว / คือการรักในสิ่งที่ความตายเอื้อมถึงได้” นี่คือวรรคแรกของบทกวีที่เขียนขึ้นกว่าพันปีมาแล้ว โดยกวีชาวยิวยูดาห์ ฮาเลวี และถูกแปลในศตวรรษที่ยี่สิบ กวีผู้นี้อธิบายให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความกลัวคือ “การรัก... / โอ แล้วจักต้องสูญเสีย”

ในปฐมกาล อารมณ์พรั่งพรูเกิดขึ้นกับอับราฮัมเมื่อท่านสูญเสียนางซาราห์ให้กับความตาย “อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง” (23:2) ในบทนี้เผยให้เห็นเรื่องราวอันงดงามและความเศร้าโศกอย่างมากของการสูญเสียหนึ่งในบุคคลที่น่าจดจำที่สุดในพระคัมภีร์ นางซาราห์ภรรยาผู้สัตย์ซื่อของอับราฮัม หญิงชราคนนั้นที่หัวเราะเมื่อได้ยินข่าวว่าเธอจะเป็นแม่ (18:11-12) แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวดในขณะที่อิสอัคถือกำเนิดมาในโลก

เราให้ความสำคัญกับข้อพระคัมภีร์สั้นๆที่เต็มไปด้วยธรรมชาติของมนุษย์ในพระกิตติคุณของยอห์นที่ว่า “พระเยซูทรงพระกันแสง” (ยน.11:35) น้ำตาของพระเมสสิยาห์ที่อุโมงค์ฝังศพลาซารัสย้ำถึงการสูญเสียของพระเยซู การมีความรักเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ กวีฮาเลวีเรียกสิ่งนี้ว่า “เรื่องของคนโง่” แต่เขายังกล่าวต่อโดยการเรียกมันว่า “สิ่งที่บริสุทธิ์”ด้วย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ซึ่งความเชื่อของเขา “ซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (คส.3:3)

เรารักและสูญเสียทุกอย่างตั้งแต่คู่สมรส ลูกๆ พ่อแม่ เพื่อนฝูงไปจนถึงสัตว์เลี้ยง และร้องไห้ด้วย “ความยินดีอย่างเจ็บปวด” โอ นี่แหละคือความเป็นมนุษย์จริงๆ แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การร้องไห้ของเราจะคงอยู่เพียงชั่วคืนเท่านั้น ดังที่ดาวิดกล่าวว่า “การร้องไห้อาจจะอ้อยอิ่งอยู่สักคืนหนึ่ง แต่ความชื่นบานจะมาเวลาเช้า”(สดด.30:5) พระบิดาของเราไม่เคยทรงทิ้งเราไว้ในความสิ้นหวัง

ไม่มีวันเสียใจ

บรอนนี่ แวร์ พยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ได้ค้นพบในขณะที่เธอนั่งอยู่กับผู้ป่วยใกล้ตายว่าพวกเขาจะไม่มีการพูดถึงสิ่งที่เป็นความปรารถนาของชีวิต เธอจึงตั้งใจถามพวกเขาว่า “ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง คุณจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมไหม” มีหัวข้อที่มักถูกกล่าวถึงซ้ำๆกันและเธอได้รวบรวมสิ่งที่ผู้ป่วยใกล้ตายรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำมากที่สุดห้าอันดับแรก คือ (1) ฉันอยากมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง (2) ฉันหวังว่าฉันจะไม่ทำงานหนักขนาดนี้ (3) ฉันอยากมีความกล้าที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา (4) ฉันหวังว่าจะยังคงพบปะพูดคุยกับเพื่อนของฉันอยู่เสมอ และ (5) ฉันจะยอมให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้

รายการที่แวร์รวบรวมนี้ทำให้นึกถึงคำอุปมาที่พระเยซูตรัสในลูกาบทที่ 12 เรื่องเศรษฐีคนหนึ่งที่ตัดสินใจสร้างยุ้งฉางให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ของเขา หลังจากนั้นเขาบอกตัวเองว่า เขาจะเกษียณและพักผ่อนอย่างสบาย และใช้ชีวิตไปจนตาย (ข้อ 18-19) แต่ในเวลานั้นเอง พระเจ้าได้เรียกร้องเอาชีวิตจากเขาด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง “โอ คนโง่” ตามมาด้วยคำถามอันน่าสะพรึงกลัวที่ว่า “ของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า” (ข้อ 20)

เป็นไปได้ไหมที่เราจะเสียชีวิตไปโดยไม่เสียใจกับสิ่งใดเลย เป็นเรื่องยากที่จะรู้อย่างแน่ชัด แต่สิ่งที่เรารู้นั้นถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์คือ การส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวเองนั้นเป็นทางตัน เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นมาจากการลงทุนชีวิตในพระเจ้า

ภัยแฝงฝ่ายวิญญาณ

โดยเฉลี่ยคนทั่วไปจะดูโทรศัพท์ของตัวเองประมาณ 150 ครั้งต่อวัน ให้เราใคร่ครวญดูให้ดี มีบางสิ่งดึงดูดความสนใจของเราและอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีกับเราเสมอ ทริสตัน แฮริสเชื่อเช่นนั้น เขาเป็นอีกเสียงหนึ่งจากภาพยนตร์ร่วมกับผู้มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีอีกหลายๆคน ซึ่งนำเราเข้าสู่ “สื่อสังคมออนไลน์” แต่แทนที่จะยกย่องชมเชย เสียงของพวกเขากลับเป็นสัญญาณเตือนภัย โดยเรียกสิ่งที่เราเผชิญ (และภาพยนตร์เรื่องนี้) ว่า ทุนนิยมสอดแนม : ภัยแฝงเครือข่ายอัจฉริยะ “พวกเราคือสินค้า ความสนใจของเราคือสินค้าที่ถูกขายให้แก่ผู้ผลิตสื่อโฆษณา” เราให้ความสนใจกับสิ่งที่เราเชื่อว่ามีคุณค่าและคุ้มค่า ในความเป็นจริงแล้ว เราให้ความสนใจสิ่งใด 

คำว่า ภัยแฝง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เราต้องตัดสินใจเลือกบางสิ่ง เชื่อหรือไม่ว่าเราเผชิญกับภัยแฝงเช่นเดียวกันนี้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา มีสิ่งที่เราต้องเลือกในแต่ละวัน เช่น ใครหรือสิ่งใดที่เราควรให้ความสนใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ใครหรือสิ่งใดที่เราควรนมัสการ ผู้เขียนสดุดีได้เลือกอย่างชัดเจนว่า “ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ทุกๆวัน สรรเสริญพระนามของพระองค์เป็นนิจกาล” (สดด.145:2) ท่านได้ให้เหตุผลไว้ในข้อถัดไปว่า “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ความใหญ่ยิ่งของพระองค์นั้นเหลือจะหยั่งรู้” (ข้อ 3)

ผู้เขียนสดุดีเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ ดังนั้นท่านจึงมุ่งความสนใจของท่านไปที่นั่น พระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสมควรจะได้รับการสรรเสริญจากพวกเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา